Lead+D Lab · Employee Wellbeing Diagnosis

สุขภาวะทีมงานโรงพยาบาลสัตว์อารักษ์

ผลสำรวจ The Workplace PERMA+V Profiler (Kern, UPenn) · รอบพื้นฐาน (Baseline)
ผู้ตอบ 57 คน · เก็บข้อมูล 30 มิ.ย. – 6 ก.ค. 2569 · รายงานสำหรับผู้บริหาร
ทีมอารักษ์ "สุขภาพดีแต่ยังไม่เบ่งบาน" ขับเคลื่อนด้วยความหมายและความสัมพันธ์ แต่กำลังพร่องด้านสุขภาพกายและอารมณ์บวกในแต่ละวัน ซึ่งเป็นรอยเท้าของอาชีพที่ใช้ใจดูแลผู้อื่น และมีราว 1 ใน 6 ที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด

คะแนนสุขภาวะโดยรวมอยู่ที่ 6.8 จาก 10 สิ่งที่ยึดทีมไว้คือความรู้สึกว่างานมีความหมายและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมงาน แต่พลังที่คอยเติมให้คนทำงานไหว คือสุขภาพกายและความรู้สึกบวกในแต่ละวัน กำลังลดต่ำลง จุดสำคัญสำหรับผู้บริหารไม่ใช่การเพิ่มแรงบันดาลใจ แต่คือการเติมพลังที่พร่องไป และเข้าไปประคองกลุ่มที่เริ่มหมดแรงก่อนจะสาย

6.8
สุขภาวะโดยรวม
(เต็ม 10) — ระดับ "ดี แต่ยังไม่เบ่งบาน"
75%
อยู่ในเกณฑ์ดีขึ้นไป
(6.5 คะแนนขึ้นไป)
16%
อยู่ในกลุ่มเสี่ยง
(ต่ำกว่า 5 — ราว 9 คน)

1ภาพรวมทั้ง 6 เสาหลัก

คะแนนเฉลี่ยของแต่ละองค์ประกอบตามกรอบ PERMA+V (0–10)
Relationships
ความสัมพันธ์
7.2
Meaning
ความหมาย
7.1
Accomplishment
ความสำเร็จ
6.9
Engagement
ความจดจ่อ
6.8
Positive emotion
อารมณ์บวก
6.3
Health
สุขภาพกาย
6.0

โครงสร้างสุขภาวะของทีม

เทียบเสาหลักทั้งหก เห็นชัดว่าเสาด้าน "ให้ใจ" สูง เสาด้าน "เติมพลัง" ต่ำ

การกระจายตัวของพนักงาน

แบ่งตามระดับสุขภาวะโดยรวม จากผู้ตอบ 57 คน

2สิ่งที่แข็งแรง คือเครื่องยนต์ที่ต้องรักษาไว้ จุดแข็ง

ข้อควรระวัง: อย่าคิดว่า "ทีมมี passion อยู่แล้ว เดี๋ยวก็ไหว" ความหมายที่สูงคือดาบสองคม เพราะคนที่รักงานมักฝืนทำต่อจนข้ามสัญญาณเตือนของร่างกายและใจตัวเอง

3สิ่งที่กำลังพร่อง คือที่ต้องลงทุน จุดที่ต้องดูแล

ทำไมแค่ "เติมแรงบันดาลใจ" ถึงไม่พอ

ความเหนื่อยล้าไม่ใช่ปัญหาเรื่องขาดแรงจูงใจ แต่เป็นเรื่องพลังที่ถูกใช้ไปเร็วกว่าที่เติมกลับ (JD-R Model: เส้นทางบั่นทอนสุขภาพทำงานพร้อมกับเส้นทางสร้างแรงจูงใจ) การเร่ง passion ให้ทีมที่กำลังพร่อง เท่ากับเพิ่มภาระโดยไม่เพิ่มพลัง และมักได้ผลตรงข้าม สำหรับกลุ่มเสี่ยง 16% คันโยกที่ถูกต้องคือ "การฟื้นพลังและลดภาระ" ไม่ใช่ "การเพิ่มเป้าหมาย"

4ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร

สี่ก้าวที่อิงหลักฐาน เรียงตามลำดับผลลัพธ์ต่อคนเร็วที่สุด
1เข้าไปประคองกลุ่มเสี่ยง 16% ก่อน ด้วยการพูดคุยส่วนตัว
หลักฐาน: การดูแลรายบุคคลอย่างเป็นความลับ ป้องกันการหลุดวงจรได้ก่อนถึงจุดลาออกหรือหมดไฟ
มีพนักงานราว 9 คนที่คะแนนรวมต่ำกว่า 5 หลายคนสัญญาณลบ ความเหงา และสุขภาพต่ำพร้อมกัน ให้หัวหน้าสายงานนัดคุย 1:1 แบบไม่ตัดสิน (ถามว่า "ช่วงนี้เป็นยังไงบ้าง อะไรหนักสุด") Lead+D จะส่งรายชื่อกลุ่มนี้ให้ผู้บริหารเป็นการภายในอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบความรู้สึกปลอดภัยของทีม
2ทำให้ "การฟื้นพลัง" เป็นส่วนหนึ่งของงาน ไม่ใช่รางวัล
หลักฐาน: Microbreaks + Psychological detachment ยกระดับสุขภาพกายและใจโดยตรง
กำหนดช่วงพักสั้นที่ได้พักจริงระหว่างเวรที่หนัก วางขอบเขตเวลาเลิกงานให้ชัด และลดการติดต่อนอกเวลางาน โดยเฉพาะทีมที่เจอเคสหนักหรือการุณยฆาต ควรมีเวลาตั้งหลักก่อนรับเคสถัดไป จุดนี้จะยกคะแนนสุขภาพที่ต่ำสุดขึ้นได้เร็วที่สุด
3ออกแบบอารมณ์บวกอย่างตั้งใจ ด้วยพิธีกรรมเล็กๆ ประจำวัน
หลักฐาน: Broaden-and-Build (Fredrickson) — อารมณ์บวกช่วยฟื้นร่างกายและสร้างภูมิคุ้มใจระยะยาว
เริ่มจากของที่ต้นทุนต่ำแต่ได้ผล เช่น "สามเรื่องดีของวันนี้" ก่อนปิดเวร มุมชื่นชมความสำเร็จเล็กๆ ของทีม หรือการเฉลิมฉลองเคสที่ช่วยชีวิตสัตว์ได้สำเร็จ สิ่งเหล่านี้เติมอารมณ์บวกที่กำลังจางลงกลับเข้าสู่แต่ละวัน
4ต่อสายสัมพันธ์เข้าหากลุ่มที่โดดเดี่ยว
หลักฐาน: High-Quality Connections + Compassion at Work ปกป้องผู้ดูแลไม่ให้หลุดวง
ความเหงาที่แยกขั้วบอกว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในตาข่ายความสัมพันธ์ที่แข็งแรงของทีม ใช้ระบบพี่เลี้ยง (buddy) จับคู่ข้ามแผนก และทำให้การพูดถึงเคสที่หนักใจเป็นเรื่องปกติที่ผู้นำเปิดก่อน จะช่วยดึงคนกลุ่มนี้กลับเข้ามา

5ก้าวต่อไป

ตัวเลขชุดนี้คือ ภาพก่อน (Baseline) ก่อนเวิร์กช็อป PERMA+V ครบทั้งสองรอบ (30 มิ.ย. และ 6 ก.ค.) รอบวัดซ้ำ (Post) จะทำให้เห็นว่าเสาที่พร่องอยู่ ขยับขึ้นแค่ไหนหลังการอบรม และเป็นฐานให้ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะลงทุนด้านสุขภาวะต่อในระดับทั้งองค์กรหรือไม่

หมายเหตุ: รายงานนี้แสดงเฉพาะภาพรวมที่ไม่ระบุตัวบุคคล เพื่อรักษาความไว้วางใจของทีม ข้อมูลรายบุคคลของกลุ่มเสี่ยงจะส่งมอบให้ผู้บริหารเป็นการภายในผ่านทีม Lead+D อย่างระมัดระวัง